กฎหมายกล้องวงจรปิด 2569: ติดหน้าบ้าน ร้านค้า และสิทธิเพื่อนบ้าน

กฎหมายกล้องวงจรปิดไม่ได้ห้ามติดกล้องเพื่อความปลอดภัย แต่ต้องดูว่าบันทึกภาพใคร เพื่ออะไร และนำภาพไปใช้อย่างไร บ้านที่ใช้เพื่อเรื่องส่วนตัวหรือครอบครัวเท่านั้นอาจเข้าข้อยกเว้นของ PDPA ส่วนร้านค้า ที่ทำงาน และพื้นที่ส่วนกลางต้องประเมินฐานกฎหมาย แจ้งข้อมูล และดูแลภาพที่บันทึกไว้ ทั้งสองกรณียังต้องคำนึงถึงสิทธิของคนรอบข้าง

เริ่มเช็ก 4 เรื่อง: พื้นที่ที่กล้องเห็น ป้ายแจ้ง ใครเปิดดูได้ และเก็บภาพนานเท่าไร ถ้ากังวลว่ากล้องเพื่อนบ้านละเมิดสิทธิ ให้ดูมุมภาพและการใช้งานจริงก่อนสรุปความผิด ส่วนตัวเลขค่าปรับเป็นเพดานตามฐานความผิด ไม่ใช่ค่าปรับอัตโนมัติของกล้องทุกตัว

ทบทวนข้อมูล 30 กันยายน 2569 โดยอ้างอิง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และแหล่งทางการ ปี 2569 คือปีที่ทบทวนบทความ ไม่ได้หมายถึงกฎหมายกล้องวงจรปิดฉบับใหม่ การใช้กับข้อพิพาทจริงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้อง

สารบัญ: กดเลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน ▾
PDPA คืออะไร ติดกล้องวงจรปิดอย่างไรให้ถูกกฎหมาย

บ้าน ร้านค้า ที่ทำงาน และพื้นที่ส่วนกลาง ใช้กฎต่างกันอย่างไร

ดูวัตถุประสงค์และการใช้ภาพจริง ไม่ใช่ดูเพียงว่ากล้องติดอยู่ที่ไหน บ้านที่เปิดรับลูกค้าและกล้องที่นิติบุคคลดูแล จึงไม่ควรถูกจัดเป็นการใช้ในครอบครัวเหมือนกันทั้งหมด

สรุปสิ่งที่ควรตรวจเมื่อติดกล้องในบ้าน ร้านค้า ที่ทำงาน และพื้นที่ส่วนกลาง

บ้านพักที่ใช้เพื่อส่วนตัวหรือครอบครัวเท่านั้น

อาจเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 4 (1) ของ PDPA เช่น ใช้ดูแลทางเข้าบ้านและทรัพย์สินของครอบครัว แต่ยังควรจำกัดมุมภาพ ไม่ส่องพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่น และไม่ถือว่าข้อยกเว้นนี้อนุญาตให้นำคลิปไปเผยแพร่ได้ทุกแบบ ต้องประเมินการใช้ภาพครั้งนั้นแยกด้วย

บ้านที่เปิดร้าน ขายของ หรือใช้เป็นสำนักงาน

แยกกล้องและวัตถุประสงค์ให้ได้ กล้องบริเวณรับลูกค้าหรือบันทึกพนักงานเพื่อกิจการต้องประเมินหน้าที่ตาม PDPA ไม่ควรอ้างว่าติดในบ้านจึงยกเว้นทั้งหมด ตัวอย่างเช่น บ้านที่เปิดคาเฟ่ควรมีข้อมูลแจ้งลูกค้าในส่วนร้าน และกำหนดว่าใครดูภาพย้อนหลังได้

ร้านค้าและสถานที่ทำงาน

ระบุผู้ควบคุมข้อมูล วัตถุประสงค์ ฐานกฎหมาย และแจ้งลูกค้า พนักงาน หรือผู้มาติดต่อให้ตรงกับการใช้งานจริง การอ้างความปลอดภัยไม่ได้ทำให้ติดกล้องได้ทุกจุด โดยเฉพาะห้องน้ำหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หากจะนำภาพไปติดตามผลงานพนักงานเพิ่มเติม ต้องประเมินวัตถุประสงค์ ฐานกฎหมาย ความจำเป็น และการแจ้งข้อมูลใหม่ ไม่ใช่อาศัยป้ายความปลอดภัยเดิมอย่างเดียว

คอนโด หมู่บ้าน และพื้นที่ส่วนกลาง

ดูว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องการบันทึกและใช้ภาพ เช่น นิติบุคคลหรือผู้บริหารพื้นที่ ต้องกำหนดช่องทางขอดูภาพและผู้มีสิทธิเข้าถึง การเป็นลูกบ้านไม่ได้แปลว่าดาวน์โหลดภาพทุกคนได้ และการอยู่ในเขตที่พักอาศัยก็ไม่ได้ทำให้กล้องส่วนกลางเป็นกิจกรรมในครอบครัวโดยอัตโนมัติ

แนวทางแยกการใช้ส่วนตัวอ่านได้จาก ข้อมูลเงื่อนไขการบังคับใช้ PDPA จากกรมประชาสัมพันธ์

ใครบ้างที่มีหน้าที่ต้องทำตามกฎหมาย PDPA

PDPA เกี่ยวกับภาพจากกล้องวงจรปิดอย่างไร

PDPA คือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าภาพจากกล้องทำให้รู้ว่าเป็นใคร ไม่ว่าจะเห็นใบหน้าชัด ๆ หรือระบุตัวได้เมื่อนำไปประกอบกับข้อมูลอื่น ภาพนั้นก็อาจเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 6 ได้ จึงต้องคิดถึงการเก็บ การเปิดดู และการส่งต่อภาพด้วย

สำหรับผู้ดูแลระบบ CCTV คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ติดกล้องได้ไหม” แต่รวมถึง “จำเป็นต้องเห็นพื้นที่นี้หรือเปล่า” “ใครเข้าถึงไฟล์ได้” และ “เมื่อไม่จำเป็นแล้วจะลบเมื่อไร” อ่านหลักเกณฑ์ต้นทางได้จาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะมาตรา 4, 6, 22–24, 30 และ 37

ติดกล้องหน้าบ้านถ่ายติดถนนหรือบ้านข้างเคียงได้ไหม

การเห็นถนนในภาพไม่ได้ทำให้ผิดหรือถูกกฎหมายโดยอัตโนมัติ ต้องดูมุมกล้อง ความจำเป็น และการนำภาพไปใช้ด้วย จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมคือให้กล้องเห็นประตู รั้ว หรือทางเข้าของเราเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการส่องเข้าไปในหน้าต่างหรือพื้นที่ใช้ชีวิตของเพื่อนบ้าน

ก่อนยึดกล้องถาวร ควร ตรวจมุมภาพทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะระยะเลนส์ แสง และตำแหน่งติดตั้งมีผลต่อสิ่งที่กล้องมองเห็น ลองเช็กตามนี้

  • ลดมุมที่เห็นประตูหรือหน้าต่างบ้านข้างเคียง หากไม่ได้จำเป็นต่อการดูแลพื้นที่ของเรา
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่คนคาดหวังความเป็นส่วนตัวสูง เช่น ห้องน้ำหรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
  • ถ้ากล้องรองรับ Privacy Mask ให้ตั้งบังส่วนที่ไม่ต้องการบันทึก แล้วลองเปิดไฟล์ย้อนหลังว่าบังได้จริง
  • ตรวจไมโครโฟนด้วย หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เสียง ควรปิดการบันทึกเสียง

อีกจุดที่มักสับสนคือการ ตั้งค่าการตรวจจับความเคลื่อนไหวให้เหมาะกับพื้นที่ การเลือกโซนแจ้งเตือนช่วยควบคุมการตรวจจับ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปิดบังภาพนอกโซนนั้น ต้องตรวจการบันทึกภาพและ Privacy Mask แยกกัน

เพื่อนบ้านติดกล้องส่องมาที่บ้านเรา ควรทำอย่างไร

เริ่มจากยืนยันข้อเท็จจริงและขอให้ลดผลกระทบ ทิศทางตัวกล้องอย่างเดียวอาจยังบอกไม่ได้ว่าเห็นภาพแค่ไหน หากปลอดภัยและพูดคุยกันได้ ลองขอให้ตรวจมุมภาพร่วมกัน โดยเน้นส่วนที่กระทบเรา เช่น หน้าต่างห้องนอนหรือพื้นที่พักผ่อน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายทำผิดแน่นอน

  1. เก็บหลักฐานเท่าที่ทำได้โดยชอบ บันทึกวันเวลา ตำแหน่งกล้อง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และภาพถ่ายจากพื้นที่ของตน หากมีคลิปถูกเผยแพร่ให้เก็บลิงก์ ภาพหน้าจอ และวันเวลาที่พบ ไม่บุกรุกหรือเข้าระบบกล้องของผู้อื่น
  2. ขอวิธีแก้ที่ตรวจสอบได้ เช่น ปรับมุม ลดระยะซูม หรือใช้ Privacy Mask บังพื้นที่ส่วนตัว แล้วขอให้ตรวจภาพสดและย้อนหลังว่าบังได้จริง เก็บข้อความการติดต่อและผลตอบกลับไว้
  3. หาผู้รับผิดชอบให้ตรง ถ้าเป็นร้านค้า บริษัท หรือนิติบุคคล ให้ติดต่อผู้ควบคุมข้อมูลหรือผู้ติดต่อในประกาศความเป็นส่วนตัว พร้อมระบุว่าต้องการให้ตรวจสอบหรือแก้ไขอะไร
  4. ใช้ช่องทางตามลักษณะปัญหา หากเข้าขอบเขต PDPA และเห็นว่ามีการฝ่าฝืน เจ้าของข้อมูลมีสิทธิร้องเรียนตามมาตรา 73 ผ่านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนข้อพิพาทที่เข้าเงื่อนไขยกเว้นหรือเกี่ยวกับสิทธิอื่น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเรื่องทางแพ่ง หากมีการข่มขู่หรือเหตุอันตรายให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามข้อเท็จจริง

ตรวจขั้นตอนและเอกสารที่ต้องใช้จาก ระบบรับเรื่องร้องเรียนของ สคส. หากระบบปิดปรับปรุง ให้ตรวจประกาศและช่องทางติดต่อปัจจุบันบน เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การรับเรื่องและผลพิจารณาขึ้นกับขอบเขตกฎหมายและหลักฐาน ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกร้องจะมีความผิดทันที

ยกเว้น PDPA แล้ว ยังมีเรื่องสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่

ยังต้องพิจารณากฎหมายอื่นตามข้อเท็จจริง เช่น หลักละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งพิจารณาการจงใจหรือประมาทเลินเล่อที่ผิดกฎหมายและทำให้สิทธิของผู้อื่นเสียหาย จึงไม่ควรตีความข้อยกเว้นครอบครัวว่าเป็นสิทธิในการเฝ้าดูพื้นที่ส่วนตัวของเพื่อนบ้านได้ไม่จำกัด อ่าน คำอธิบายหลักละเมิดจากกองกฎหมาย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ร้านค้าติดกล้องต้องขอความยินยอมจากทุกคนหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องใช้ความยินยอมเป็นฐานกฎหมายทุกกรณี แต่ต้องมีฐานกฎหมายที่เหมาะกับการใช้งานนั้น เช่น การรักษาความปลอดภัยอาจพิจารณาฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 24 (5) โดยต้องชั่งน้ำหนักความจำเป็นกับสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ถูกบันทึกภาพ ไม่ใช่เลือกฐานนี้แล้วบันทึกได้ทุกพื้นที่หรือทุกวัตถุประสงค์

ในทางปฏิบัติ เจ้าของร้านควรอธิบายให้ได้ว่าติดกล้องเพื่ออะไร ทำไมต้องเห็นบริเวณนั้น มีวิธีที่กระทบความเป็นส่วนตัวน้อยกว่าหรือไม่ และจำกัดการดูภาพอย่างไร หากจะนำภาพไปใช้ต่างจากวัตถุประสงค์เดิม เช่น ทำสื่อโฆษณาหรือเผยแพร่ใบหน้าลูกค้า ต้องประเมินเรื่องการใช้และการเปิดเผยใหม่

ป้ายแจ้งไม่ใช่ใบยินยอม และข้อความว่า “เข้าพื้นที่เท่ากับยินยอม” ไม่ได้ทำให้การเก็บหรือใช้ภาพทุกแบบถูกต้องขึ้นมาเอง หน้าที่แจ้งข้อมูลกับการเลือกฐานกฎหมายเป็นคนละเรื่องที่ต้องทำให้ครบ

ป้ายแจ้งกล้องวงจรปิดตาม PDPA ควรบอกอะไรบ้าง

สำหรับพื้นที่ที่อยู่ในขอบเขต PDPA ควรให้ผู้เข้ามาเห็นป้ายก่อนเข้าสู่บริเวณที่บันทึกภาพ และมีประกาศความเป็นส่วนตัวที่อ่านรายละเอียดต่อได้ ป้ายสั้น ๆ ช่วยแจ้งเตือน ส่วนประกาศฉบับเต็มต้องครอบคลุมข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 23

  • ใครเป็นผู้ดูแลข้อมูล ระบุชื่อผู้ควบคุมข้อมูลและช่องทางติดต่อที่ใช้ได้จริง
  • บันทึกเพื่ออะไร เช่น ดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน โดยให้ตรงกับการใช้งานจริง
  • เก็บข้อมูลอะไรและนานเท่าไร รวมถึงเกณฑ์กำหนดระยะเวลา หากยังระบุเป็นจำนวนวันแน่นอนไม่ได้
  • อาจเปิดเผยให้ใคร ระบุประเภทผู้รับข้อมูลตามการทำงานจริง
  • เจ้าของข้อมูลติดต่อใช้สิทธิได้อย่างไร พร้อมลิงก์หรือ QR Code ไปยังประกาศฉบับเต็ม และข้อมูลผู้ติดต่อที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างข้อความป้ายแบบสั้นสำหรับนำไปปรับ

พื้นที่นี้มีการบันทึกภาพด้วยกล้องวงจรปิด เพื่อดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน
ผู้ควบคุมข้อมูล: ชื่อร้านหรือองค์กร
ติดต่อเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล: ช่องทางติดต่อของผู้ดูแล
อ่านรายละเอียดการเก็บ ใช้ เปิดเผย ระยะเวลาเก็บภาพ และสิทธิของท่านได้ที่: ลิงก์หรือ QR Code ประกาศความเป็นส่วนตัว

ข้อความนี้เป็นเพียงโครงตัวอย่าง ให้เปลี่ยนเป็นข้อมูลจริงและจัดทำประกาศฉบับเต็มให้สอดคล้องกัน หากมีการบันทึกเสียงด้วยต้องแจ้งให้ตรงกับระบบ ไม่ควรคัดลอกจำนวนวันหรือชื่อผู้รับข้อมูลจากป้ายของที่อื่นมาใช้โดยไม่ตรวจ

ข้อมูลส่วนบุคคลจากกล้องวงจรปิดมีอะไรบ้าง

ไม่ติดป้ายหรือใช้ภาพผิดกฎหมาย มีโทษอย่างไร

ต้องระบุให้ได้ก่อนว่าฝ่าฝืนหน้าที่ข้อใดและอยู่ในขอบเขต PDPA หรือไม่ ไม่ใช่บ้านทุกหลังที่ไม่มีป้ายจะถูกปรับ และไม่ใช่การเผยแพร่คลิปทุกครั้งจะมีโทษจำคุกตาม PDPA ตัวอย่างเพดานความรับผิดที่ควรแยกมีดังนี้

โทษปรับทางปกครอง: เพดานต่างกันตามหน้าที่ที่ฝ่าฝืน

  • ไม่แจ้งข้อมูลตามมาตรา 23 ผู้ควบคุมข้อมูลที่มีหน้าที่แต่ไม่ปฏิบัติ อาจเข้ามาตรา 82 ซึ่งกำหนดปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ต้องดูว่าการแจ้งครบตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินจากการไม่มีสติกเกอร์เพียงอย่างเดียว
  • เก็บ ใช้ เปิดเผย หรือดูแลข้อมูลไม่เป็นไปตามบทบัญญัติที่ระบุ เช่น มาตรา 24, 27 หรือ 37 อาจเข้ามาตรา 83 ซึ่งกำหนดปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท
  • ฝ่าฝืนเกี่ยวกับข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ในกรณีที่มาตรา 84 ระบุ อาจมีโทษปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่ใช่โทษทั่วไปของการติดกล้องทุกระบบ

จำนวนข้างต้นเป็นเพดาน คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตามหลักเกณฑ์และพฤติการณ์ รวมถึงความร้ายแรงและขนาดกิจการตามมาตรา 90 ไม่ได้ปรับเต็มจำนวนโดยอัตโนมัติ

ความรับผิดทางแพ่ง: ชดใช้ความเสียหาย

หากการฝ่าฝืน PDPA ทำให้เจ้าของข้อมูลเสียหาย ผู้ควบคุมหรือผู้ประมวลผลข้อมูลอาจต้องชดใช้ตามมาตรา 77 โดยมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย และศาลอาจกำหนดค่าสินไหมเพื่อการลงโทษ เพิ่มจากค่าสินไหมที่แท้จริงได้ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมที่แท้จริง ตามมาตรา 78 จึงไม่ควรสรุปว่าทุกคดีได้ค่าเสียหายสองเท่า หรือยอดรวมถูกจำกัดไว้ที่สองเท่าเสมอ

โทษอาญา: ต้องครบองค์ประกอบเฉพาะ

มาตรา 79 กล่าวถึงการฝ่าฝืนเรื่องใช้ เปิดเผย หรือส่งข้อมูลตามบทบัญญัติที่ระบุ อันเกี่ยวกับข้อมูลตามมาตรา 26 และมีเงื่อนไขเพิ่มเติม หากเป็นการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรืออับอาย อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ภาพที่เห็นใบหน้าบุคคลไม่ได้เป็นข้อมูลชีวมิติตามมาตรา 26 โดยอัตโนมัติ ต้องดูว่ามีการใช้เทคนิคหรือเทคโนโลยีเพื่อลักษณะการยืนยันตัวบุคคลตามนิยามด้วย จึงไม่ควรนำโทษอาญาข้างต้นไปเหมารวมกับภาพ CCTV ทุกคลิป

ตรวจเงื่อนไขเต็มได้จาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 26, 77–79, 82–84 และ 90 ส่วนความผิดตามกฎหมายอื่นต้องพิจารณาแยกตามการกระทำจริง

ภาพจากกล้องวงจรปิดควรเก็บกี่วัน

PDPA ไม่ได้กำหนดให้กล้องทุกแห่งต้องเก็บภาพ 30 วันเท่ากัน ควรกำหนดระยะเวลาตามความจำเป็นของงานและตรวจว่ามีกฎหมายเฉพาะที่ใช้กับกิจการหรือไม่ เมื่อหมดความจำเป็นให้มีวิธีลบหรือทำลายตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรเก็บไปเรื่อย ๆ เพียงเพราะฮาร์ดดิสก์ยังไม่เต็ม

ลองเริ่มจากคำถามว่า ปกติรู้ตัวว่าเกิดเหตุหลังผ่านไปนานแค่ไหน ใครต้องตรวจสอบ และใช้เวลารวบรวมข้อมูลเท่าไร จากนั้นจึงตั้งนโยบายเก็บภาพและแจ้งให้ตรงกัน ถ้ามีเหตุที่ต้องใช้เป็นหลักฐาน อาจต้องแยกเก็บเฉพาะไฟล์ที่เกี่ยวข้องตามฐานและความจำเป็น พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและเวลาทบทวน

เมื่อกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว จึงค่อย คำนวณพื้นที่บันทึกจากบิตเรต จำนวนกล้อง และเวลาบันทึก อย่าใช้ความจุของเครื่องเป็นตัวตัดสินระยะเวลาเก็บข้อมูลเพียงอย่างเดียว

มีคนขอดูภาพหรือขอสำเนา ควรทำอย่างไร

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอเข้าถึงและขอสำเนาข้อมูลที่เกี่ยวกับตนตามมาตรา 30 แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้มาติดต่อทุกคนจะเปิดดูภาพทุกกล้องได้ทันที ผู้ดูแลต้องตรวจตัวผู้ขอ ขอบเขตคำขอ และผลกระทบต่อคนอื่นในภาพก่อน

  1. รับคำขอและวันเวลาที่เกี่ยวข้อง ขอรายละเอียดเท่าที่จำเป็น เช่น จุดที่อยู่ในภาพ ช่วงเวลา และช่องทางติดต่อกลับ
  2. ตรวจว่าเป็นเจ้าของข้อมูลหรือมีอำนาจขอหรือไม่ ใช้วิธีที่เหมาะสมกับความเสี่ยง ไม่เก็บเอกสารเกินความจำเป็น
  3. ค้นหาและรักษาไฟล์ที่เกี่ยวข้อง ตรวจว่าภาพยังอยู่ในระบบ และจัดการไม่ให้ถูกเขียนทับระหว่างพิจารณาคำขอเท่าที่จำเป็น
  4. ประเมินสิทธิของคนอื่นในภาพ พิจารณาตัดเฉพาะช่วงหรือปิดบังส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องก่อนส่งมอบ แทนการให้ไฟล์ทั้งหมดทันที
  5. ตอบกลับและบันทึกผล ระบุว่าให้เข้าถึงหรือสำเนาอย่างไร หากปฏิเสธต้องมีเหตุที่กฎหมายรองรับและบันทึกเหตุผล ไม่ใช่ปฏิเสธทุกกรณีด้วยคำว่า PDPA

ตามหลักมาตรา 30 เมื่อเป็นคำขอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้าและไม่เกิน 30 วันนับแต่ได้รับคำขอ โดยพิจารณาหลักเกณฑ์ที่ใช้กับกรณีนั้นด้วย กรอบเวลานี้เป็นเรื่องการตอบคำขอ ไม่ใช่ข้อกำหนดให้เก็บภาพทุกระบบไว้ 30 วัน

แล้วส่งภาพให้ตำรวจหรือโพสต์ลงโซเชียลได้ไหม

ต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน การส่งภาพตามคำร้องขอของเจ้าหน้าที่ควรตรวจผู้ขอ อำนาจหรือฐานกฎหมาย และขอบเขตที่จำเป็น พร้อมบันทึกว่าใครได้รับไฟล์ ส่วนการโพสต์ต่อสาธารณะทำให้คนเข้าถึงภาพได้กว้างกว่าการใช้ตรวจสอบเหตุการณ์ จึงต้องประเมินสิทธิของคนในภาพและเหตุที่รองรับการเปิดเผย อย่าคิดว่ามีไฟล์อยู่ในมือแล้วจะเผยแพร่ได้เสมอ

ภายในร้านหรือสำนักงาน ควรกำหนดคนที่ดูย้อนหลัง ดาวน์โหลด และส่งต่อภาพได้ให้ชัด แยกบัญชีผู้ใช้ตามหน้าที่ และทบทวนสิทธิเมื่อพนักงานเปลี่ยนงานหรือออกจากงาน

เช็กลิสต์ก่อนเปิดใช้กล้องในบ้านหรือธุรกิจ

  • ระบุวัตถุประสงค์ของกล้องแต่ละจุด และแยกการใช้ส่วนตัวออกจากการใช้ทำธุรกิจ
  • ตรวจมุมภาพจริงทั้งกลางวันและกลางคืน ลดพื้นที่ที่ไม่จำเป็นและตรวจการบันทึกเสียง
  • หากอยู่ในขอบเขต PDPA ให้ประเมินฐานกฎหมาย ป้ายแจ้ง และประกาศความเป็นส่วนตัวให้สอดคล้องกัน
  • กำหนดระยะเวลาเก็บภาพจากความจำเป็น พร้อมตั้งค่าลบหรือเขียนทับให้ตรงกับนโยบาย
  • จำกัดสิทธิเปิดดู ดาวน์โหลด และส่งต่อไฟล์ พร้อมมีช่องทางรับคำขอของเจ้าของข้อมูล
  • ทบทวนใหม่เมื่อย้ายกล้อง เพิ่มไมโครโฟน เปลี่ยนการใช้พื้นที่ หรือเพิ่มวัตถุประสงค์การใช้ภาพ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องกฎหมายกล้องวงจรปิดและ PDPA

ถ้าเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือกิจกรรมในครอบครัวเท่านั้น อาจเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 4 (1) จึงไม่ควรสรุปว่าบ้านทุกหลังมีหน้าที่เหมือนร้านค้า แต่ถ้าใช้บันทึกลูกค้า พนักงาน หรือทำธุรกิจด้วย ต้องประเมินขอบเขตและหน้าที่แจ้งข้อมูลใหม่ตามการใช้งานจริง

ป้ายมีหน้าที่แจ้งข้อมูล ไม่ได้ทำให้เกิดความยินยอมที่ใช้ได้กับทุกวัตถุประสงค์ ร้านค้าต้องเลือกฐานกฎหมายที่เหมาะสม และแจ้งรายละเอียดให้ตรงกับการเก็บและใช้ภาพจริง

ต้องดูมุมภาพ ความจำเป็น และการนำภาพไปใช้ ไม่อาจตัดสินจากการเห็นถนนในภาพเพียงอย่างเดียว ควรเน้นพื้นที่ของเราและหลีกเลี่ยงการส่องเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของเพื่อนบ้าน

PDPA ไม่ได้กำหนดระยะเวลาเดียวสำหรับกล้องทุกระบบ ต้องดูความจำเป็นและกฎหมายเฉพาะของกิจการ ส่วนกรอบ 30 วันตามมาตรา 30 เป็นเรื่องการดำเนินการตามคำขอเข้าถึงหรือสำเนาที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ใช่ระยะเวลาเก็บภาพทั่วไป

ไม่ได้ ต้องพิจารณาว่าผู้ขอมีสิทธิในข้อมูลใด และมีเหตุปฏิเสธตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่น หากปฏิเสธต้องบันทึกเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด

เสียงอาจเก็บบทสนทนาและข้อมูลที่มากกว่าภาพ จึงควรประเมินความจำเป็น ฐานกฎหมาย และการแจ้งข้อมูลให้ครอบคลุม หากไม่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ ควรปิดการบันทึกเสียงและตรวจไฟล์ย้อนหลังว่าเป็นไปตามที่ตั้งไว้

ปี 2569 ในบทความนี้หมายถึงปีที่ทบทวนข้อมูล หลัก PDPA ที่อ้างอิงมาจาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ไม่ควรสรุปจากเลขปีในชื่อบทความว่ามีกฎหมายใหม่บังคับให้บ้านทุกหลังต้องติดป้าย

ไม่ใช่ค่าปรับอัตโนมัติ ต้องดูว่าการใช้กล้องอยู่ในขอบเขต PDPA และมีหน้าที่แจ้งข้อมูลตามมาตรา 23 หรือไม่ หากฝ่าฝืนอาจเข้ามาตรา 82 ซึ่งกำหนดเพดานปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนจำนวนที่ลงโทษต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และพฤติการณ์ของแต่ละกรณี

เริ่มจากวางมุมกล้องและวิธีดูแลภาพให้ชัด

การใช้กล้องให้เหมาะสมเริ่มตั้งแต่ก่อนติดตั้ง ทั้งจุดที่ต้องเห็น พื้นที่ที่ควรหลบ ผู้ที่เปิดดูได้ และเวลาที่ควรลบภาพ เมื่อต้องใช้ภาพจริงจะได้มีขั้นตอนที่ชัดเจน ไม่ต้องตัดสินใจหน้างานทุกครั้ง

หากยังไม่แน่ใจเรื่องตำแหน่งกล้องหรือระบบบันทึก สามารถดู บริการสำรวจและติดตั้งกล้องวงจรปิด ของ Okami Thai เพื่อวางระบบให้ตรงกับการใช้งาน ส่วนฐานกฎหมายและประกาศความเป็นส่วนตัวควรให้ผู้รับผิดชอบข้อมูลของแต่ละกิจการตรวจให้ตรงกับข้อเท็จจริง

บทความที่เกี่ยวข้อง